การศึกษา: กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
- Copy
Kumar Mangalam Birla
ประธาน, Aditya Birla Group
ในหนังสือ, The Outline of History, ซึ่งเป็นผลงานหลากตอนโดย H.G. Wells นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง (ต้นศตวรรษที่ 20) ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นเรื่องของการตระหนักรู้ในการศึกษาและการแข่งขัน กับหายนะที่มาเยือน”
ต่อมา Prof. AmartyaSen ได้กล่าวในงาน Commonwealth Education Conference ในเอดินบะระ [Edinburgh] เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “หากเรายังคงปล่อยให้คนส่วนใหญ่ในโลกขาดการศึกษา ไม่เพียงแต่เรากำลังทำให้โลกด้อยลง แต่เรากำลังทำให้โลกมีความมั่นคงน้อยลงอีกด้วย”

เมื่อมีคนตั้งคำถามว่า — อะไรที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับชาติเราได้ โดยทุกวันนี้ ถือเป็นหนึ่งศูนย์กลางแห่งปัญญาชนโลก และคำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ การศึกษา ตามที่ Wells และ Prof. Sen ได้กล่าวไว้นั้น แม้คำกล่าวทั้งคู่จะห่างกันกว่าศตวรรษ แต่แท้จริงแล้ว การศึกษาเป็นบันไดสู่ความก้าวหน้าและสู่โลกที่มีเสถียรภาพ ในที่นี้หมายถึงการศึกษาในมุมกว้างๆ การศึกษาไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการศึกษาที่เน้นคุณค่าอันช่วยเสริมฐานราก และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครไปมุ่งสู่จุดหมาย
ในขณะที่ด้านหนึ่งสะท้อนสถานะการศึกษาในประเทศของเรา กล่าวคือ ความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน การแบ่งแยกเกิดอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าทั่วโลกจะชื่นชมในการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอินเดีย แต่สถานะของการศึกษาระดับประถมในประเทศเราก็ยังน่าวิตกอย่างยิ่ง
มีเด็กจำนวน 100 ล้านคนทั่วโลกที่มีสิทธิเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา โดย 20 ล้านคนในจำนวนนั้นเป็นเด็กในอินเดีย เด็กเหล่านี้อยู่ในกลุ่มอายุ 6 ถึง 14 ปี และ 60 เปอร์เซ็นต์เป็นเด็กผู้หญิง ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอุปสรรค เช่น ความยากจน
วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ก็คือให้การศึกษากับพวกเขา โดยเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกด้าน
ทั้งนี้จำเป็นจะต้องทบทวนระบบการศึกษาของเราแบบองค์รวม สิ่งที่ผมมุ่งเน้นในที่นี้คือ ประการแรกคือ ความจำเป็นในการกำหนดทิศทางงานวิจัยในมหาวิทยาลัยของเรา และประการที่สองคือ การกำหนดระบบการศึกษาใหม่ ผมไม่ใช่นักศึกษาศาสตร์โดยตรง แต่การศึกษาก็ยังเป็นเรื่องที่อยู่ในใจฉัน
การผลิตบุคคลากรที่เชี่ยวชาญในสาขาต่างของอินเดียนั้นยอดเยี่ยม ฉันเชื่อว่า เรามีมหาวิทยาลัยกว่า 300 แห่ง และวิทยาลัยเกือบ 20,000 แห่ง โดยผลิตบัณฑิตราว 2.5 ล้านคนทุกปี
หลักสูตร IITians และ MBAs จากสถาบัน IIMs ของเราและสถาบันด้านการบริหารจัดการได้รับคัดเลือกให้มีสถานะเป็นองค์กรและ ศูนย์การวิจัยที่ดีที่สุดของโลก แต่งานวิจัยในมหาวิทยาลัยของเราไม่ได้จัดอยู่ในระดับแนวหน้า ในขณะการวิจัยในรัซเซีย อิสราเอลและแม้แต่ญี่ปุ่น รวมถึงจีนในปัจจุบันก็ให้การส่งเสริมเรื่องงานวิจัย มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้นำ ''star system'' มาใช้ ซึ่งผมเชื่อว่านี่จะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเงินเดือนและทุนวิจัยสำหรับ สถาบันที่ได้รับการติดดาวเหล่านี้จะอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม
แม้จะเชื่อกันว่า เงินแทบไม่ได้ปัจจัยหลักในการพิจารณางานด้านวิชาการ แต่ในมุมมองของผมแล้ว เงินอาจช่วยดึงดูดปัญญาชนที่มีศักยภาพสูงได้มากทีเดียว การสร้างศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศและการทำให้สถาบันการศึกษาของเราอยู่ใน เกณฑ์ดีขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น กลยุทธ์เดียวแต่ใช้ในทุกสถานการณ์ที่เราใช้ต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันคือระบบนวัตกรรม หนึ่งในปัญหาที่เห็นได้ชัดคือเรื่องอขงแหล่งทุน และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว องค์กรที่ดีที่สุดอาจต้องอัดฉีดเม็ดเงินให้กับมหาวิทยาลัยโดยมีบุคคลาการที่ เกี่ยวข้องช่วยประสานให้กระบวนการราบรื่นและสร้างหน่วยความรู้เชิงพลวัตที่ น่าสนใจ น่าตื่นตาและเป็นแหล่งความรู้อย่างแท้จริง การจะไปถึงจุดนี้ได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดโดยอาศัยการปรับกระบวนทัศน์ และปรับปรุงระบบการศึกษาของเราใหม่
ทุกวันนี้ ระบบการศึกษาของเราบังคับให้นักศึกษาต้องเข้าสู่กระบวนการผลิตบัณฑิตด้วยต้น แบบเดิมๆ ทำให้ไม่เกิดความแตกต่างระหว่างผู้เรียนโดยผู้เรียนเองก็ไม่ได้มีความรู้ ความสามารถอย่างที่คาดหวัง ผมใฝ่ฝันว่าระบบการศึกษาในอินเดียจะช่วยให้นักศึกษาแต่ละคนเข้าถึงศักยภาพ สูงสุดของตัวเอง โดยบอกเป็นนัยว่านักศึกษาแต่ละคนจะต้องแข่งกับตัวเอง ทำให้ดีที่สุดในแบบที่ตัวเองทำได้ ฝึกฝนเพิ่มเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ด้วยแนวทางนี้ นักศึกษาจะได้รับการเสริมพลังให้แข็งแกร่งด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวของตัว เองอย่างแรงกล้า และเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างบุคลิกภาพรอบด้านเท่าที่จะเป็นไปได้ ความไฝ่ฝันนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ระบบการศึกษาสร้างความเครียดอย่างมากให้กับผู้ปกครองและนักศึกษา นั่นเป็นเพราะพวกเขามุ่งมั่นที่จะสร้างผลักดันให้นักศึกษากว่า 90 เปอร์ซ็นต์ได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันสูงที่สุด
เราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติ เราจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง สร้างระบบการศึกษาทางเลือกเพื่อส่งเสริมความถนัดและศักนภาพที่แตกต่างกันใน นักศึกษาแต่ละคน ที่จริงแล้ว ระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่ได้ผลิตนักศึกษาให้มีทักษะที่แท้จริงและร่วมสมัย ที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้
ประเทศในตะวันตกและยุโรปหลายประเทศได้พัฒนารูปแบบการศึกษาพร้อมทางเลือกให้ กับนักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ดังนั้นนักศึกษาจึงสนุกกับสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และแทบจะไม่มีความเครียดเลย นักศึกษาจบอกมาพร้อมศักยภาพมากขึ้นและเป็นแรงงานที่มีความสุขโดยเป็นฟัน เฟืองเล็กๆ ช่วยขับเคลื่อนภารกิจสร้างชาติ
ผมเชื่อว่า แม้กระทั่งผู้ปกครองก็จำเป็นจะต้องหยุดกำหนดอนาคตทางอาชีพการงานของลูกๆ
ยิ่งระบบการศึกษาของเราได้รับการปรับปรุงเร็วขึ้นเท่าไร และยิ่งพ่อแม่ผู้ปกครองของนักศึกษายอมรับความเป็นจริงนี้ได้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งดีกับประเทศที่ต้องการความคิดที่มีประสิทธิผลเพื่อยกระดับความคิด สร้างสรรค์ชั้นเลิศมากขึ้นเท่านั้น การกำหนดภารกิจการศึกษาระดับอาชีวศึกษาในประเทศของเรายังคงเดินหน้าต่อไป
หากพูดถึงการก้าวไปข้างหน้านั้น ผมกำลังมองถึงภาพการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ โดยควบคู่กับหลักสูตร ITIs ทั้งนี้ สถาบันดังกล่าวจะช่วยให้เยาวชนของเรามีทางเลือกที่พวกเขาสามารถเลือกได้ตาม ความถนัดและความสามารถของตัวเอง นอกจากนี้ คณะผู้ทรงคุณวุฒิจำเป็นจะต้องร่วมกันคิดเพื่อปรับระบบการศึกษาของเราให้ร่วม สมัยมากขึ้น
เราจะต้องขอบคุณตัวเราเองและคนอินเดียรุ่นใหม่ เพราะในอีกหลายปีข้างหน้า นี่จะเป็นการลงทุนในกระบวนการศึกษาและรักษาศูนย์กลางแห่งปัญญาชนที่ทำให้ ประเทศของเราเป็นที่หนึ่ง พร้อมนำไปสู่การเป็นผู้นำ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ จะก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางสังคมที่เราใฝ่ฝันอย่างแรงกล้าว่าจะเกิดใน ประเทศของเรา
















